จำนวนการเข้าชม : 1,329,898
 
 
กลุ่มชาติพันธุ์มลายูได้ 5 ตัวแทนเข้าสภาคุ้มครองฯ ชูภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสันติภาพ

14 องค์กรเครือข่ายในชายแดนใต้ผนึกกำลัง จัดกระบวนการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย จากกลุ่มชาติพันธุ์มลายู เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 69 เวลา 13.00 น. ณ โรงเรียนดารุลบารอกะฮฺ (มูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าปัญญาเลิศ) บ้านสุไหงปาแน ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี ได้ตัวแทน 5 คน มีทั้งสายประชาสังคม สตรี เยาวชน นักวิชาการ และนักกฎหมาย

        การเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ครั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 โดยมาตรา 21 ของ พ.ร.บ. กำหนดให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มีสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ที่มาจากผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเลือกกันเอง จำนวนกลุ่มละไม่เกิน 5 คน โดยกลุ่มชาติพันธุ์มลายูได้รับการจัดสรรจำนวนสมาชิกฯ รวม 5 คน

        การจัดกระบวนการครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้แทนจากชุมชนมลายูและเครือข่ายจากพื้นที่ต่าง ๆ ในชายแดนใต้เข้ามามีส่วนร่วม โดยมีกระบวนการทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาคุ้มครองฯ และสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ชี้แจงหลักเกณฑ์และวิธีการเลือก แนะนำบุคคลผู้มีคุณสมบัติเข้าสู่กระบวนการเลือกที่ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน ก่อนดำเนินการเลือกและจัดเรียงลำดับให้เป็นไปตามบัญชีรายชื่อ ตามมติของผู้เข้าร่วมเวที โดยลำดับที่ 1–5 จะเป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ส่วนลำดับที่ 6–10 เป็นรายชื่อของผู้ที่จะเข้ามาแทนที่ กรณีบุคคลใน 5 ลำดับแรก มีเหตุพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ 4 ปี

        สำหรับผลการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ตามลำดับ 1–5 มีดังนี้ 1.นายตูแวดานียา มือรีงิง นายกสมาคมศิษย์เก่าไทยมาเลเซีย เป็นผู้สื่อข่าว ล่าม สำเร็จการศึกษาด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย 2.นางสาวยัสมิน โต๊ะมีนา (สายเยาวชน) ผู้จัดการมูลนิธิอาจารย์หะยีสุหลง โต๊ะมีนา 3.นายซุฟยาน ดือราฮิง เป็นทนายความจากศูนย์ทนายความมุสลิม และอาจารย์พิเศษสอนกฎหมาย 4.นางโซรยา จามจุรี (สายสตรี) นักวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และประธานเครือข่ายสตรี เพื่อสันติภาพและความมั่นคง ประเทศไทย ซึ่งทำงานเชื่อมเครือข่ายสตรี 4 ภาค รวมทั้งสตรีชนเผ่าของจังหวัดทางภาคเหนือ และ 5,นายฆอซาลี อาแว นักวิจัยของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และรองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

        นายตูแวดานียา ผู้ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องศึกษาพ.ร.บ.ว่าแต่ละมาตราให้อำนาจอะไรบ้างแก่เรา

        “ในด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภาษานั้น สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่และอยากให้หนุนเสริมมาก คือ ภาษามลายู ทำให้เข้าถึงเยาวชนและประชาชนทั่วไปให้มากที่สุด ยกระดับภาษามลายูให้เป็นภาษาที่สองในพื้นที่ชายแดนใต้ รองมาจากภาษาไทย ที่เป็นภาษาราชการอยู่แล้ว ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ภาษามลายูเป็นภาษาเพื่อการสื่อสาร ไม่เฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่ในอาเซียน ที่มีคนใช้รวมๆ แล้วถึง 300 ล้านคน เราสามารถส่งเสริมและต่อยอดภาษามลายูถิ่นที่พูดกันในพื้นที่ให้เป็นภาษามลายูกลางได้ไม่ยากเลย เพื่อสื่อสารกับคนทั้งอาเซียนได้ ทำให้เป็นภาษาทางเศรษฐกิจ รองรับการท่องเที่ยวและการทำมาค้าขายกับเพื่อนบ้านหลายร้อยล้านคน ไม่ต่างจากภาษาจีน ที่ตอนนี้คนในประเทศไทย หรือแม้แต่ในหลายประเทศทั่วโลก ก็เห็นแล้วว่าเป็นภาษาทางการค้าการขาย ภาษาทางการท่องเที่ยว เป็นต้น”

        นอกจากนี้ นายตูแวดานียากล่าวว่า อยากจะส่งเสริมเรื่องของวัฒนธรรมมลายูร่วมสมัย ที่ไม่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม เช่น การแต่งกายในชุดมลายูพื้นถิ่น เสนอเพิ่มวันใส่ชุดพื้นถิ่นในโรงเรียนรัฐบาล ส่งเสริมการใส่ชุดมลายูในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งปกติคนมลายูก็นิยมใส่กันอยู่แล้ว สิ่งนี้จะโยงไปถึงธุรกิจเสื้อผ้ามลายูให้ได้เติบโต สร้างงานสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ ส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย เช่น การสำรวจชื่อของสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งใช้ภาษามลายูที่ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนจนเสียความหมายไปมาก เป็นต้น การจัดทำข้อมูลหรือรวบรวมข้อมูลด้านวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลในทางวิชาการที่สำคัญของประเทศ

        ด้าน นางโซรยา จามจุรี อีกหนึ่งตัวแทน กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ประเทศไทยยอมรับความหลากหลายในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งมลายูเป็น 1 ใน 51 กลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และนำมาซึ่งการเลือกตัวแทนเข้ามาเป็นสมาชิกฯ เพื่อทำหน้าที่ในสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ซึ่งในการเปิดสภาฯ นัดแรก เท่าที่ทราบ ในวันที่ 29-30 กันยายนนี้ จะมีสมาชิกฯ จากชาติพันธุ์ต่างๆ รวมแล้วทั้งหมด 211 คนในสภาฯ

        โซรยากล่าวว่า แต่ละชาติพันธุ์มีวิถีชีวิต ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ทางภาษา วัฒนธรรม สิทธิ รวมไปถึงเรื่องของทรัพยากรที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองและจัดการที่ดี นอกจากนั้นยังมีประเด็นปัญหาต่างๆ อีกมาก ที่ต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่ต่อไปจะมีผู้แทนของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปมีส่วนร่วมในสภา ช่วยเป็นปากเป็นเสียง ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันในเชิงนโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้

        “ในฐานที่ทำงานด้านผู้หญิงและสันติภาพ เห็นว่าพ.ร.บ.ตัวนี้ ช่วยส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ โดยเฉพาะการมีสภาคุ้มครองฯ เป็นพื้นที่กลางเชื่อมร้อยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันเอง และระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กับคนส่วนใหญ่ของ ประเทศ หรือแม้กระทั่งเข้าใจผิด ทำให้เกิดอคติ หวาดระแวง รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติ อันเนื่องจากประเทศ เพราะในหลายกรณีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าคนในสังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจ ความแตกต่างทางกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้นการมีผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปมีส่วนร่วมในสภา จะช่วยเป็นสื่อกลางสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่คนในสังคมไทย รวมไปถึงหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน ในการมีประสบการณ์ในฐานะประธานเครือข่ายสตรีเพื่อสันติภาพและความมั่นคงประเทศไทย เคยทำงานเชื่อมร้อยงานด้านสันติภาพกับเครือข่ายสตรี 4 ภาค รวมถึงสตรีชนเผ่าจากจังหวัดเชียงราย ก็จะถือโอกาสต่อยอดในเรื่องนี้ เพราะการสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ถือว่าเป็นงานด้านสันติภาพ ที่เป็นประเด็นร่วมที่ผู้หญิงสนใจขับเคลื่อนอยู่แล้ว”

         14 องค์กรร่วมจัดและสนับสนุน สภาประชาสังคมชายแดนใต้ มูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าปัญญาเลิศ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้  สมาคมศิษย์เก่าไทยมาเลเซีย สมาคมประชาสังคมนราธิวาส สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนชายแดนใต้ สมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา สมาคมเพื่อการพัฒนาสตรีและการช่วยเหลือเด็กกำพร้า สมาคมสะพานปัญญาชายแดนใต้  สมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชนสมาคมประมงพื้นบ้านชายแดนใต้ วิสาหกิจชุมชนสตรีชาวเลปะนาเระ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวและเพื่อน   และองค์กรยือรีงาพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมี ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) และ กระทรวงวัฒนธรรม สนับสนุน


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
แสดงความคิดเห็น
image
ความคิดเห็น
  บทความ
thailand 2026
ginfo
สนง.ป้องกันและปราบปราม
กยศ
e-government
ดำรงธรรม
ทม ปัตตานี
จังหวัดปัตตานี